แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทสัมภาษณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทสัมภาษณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

SOTUS : ใจ อึ๊งภากรณ์

>ในตอนเย็นของวันทำงานธรรมดาๆ ที่จุฬาฯ วันหนึ่ง ผมเดินออกจากห้อง
>เพื่อไปขึ้นรถไฟกลับบ้าน
>แต่ปรากฏว่า มีเสียงโห่ร้อง อย่างน่ากลัวเกิดขึ้น จากตึกคณะเศรษฐศาสตร์
>
>ตอนแรกผมไม่แน่ใจว่า เสียงนี้เป็นเสียงฝูงสัตว์ป่า หรือกลุ่มอันธพาลกันแน่
>แต่พอยืนฟังสักพัก
>ก็รู้ว่าเป็นนิสิตจุฬาฯ เห่าหอนโห่ร้องว่า คณะของตน และมหาวิทยาลัยของตน
>ดีกว่าคนอื่น ฯลฯ
>ผมเดินต่อไปที่ตึกรัฐศาสตร์ ก็ปรากฏว่ามีเสียงประหลาดๆ แบบนี้เกิดขึ้นเช่นกัน
>แต่ออกมาจากห้อง
>ที่ประตูหน้าต่างปิดหมด
>
>สักพักหนึ่งผมเดินไปที่หน้าเสาธง ก็เห็นวัยรุ่นอันธพาลชาย 3
>คนยืนปรามนิสิตหญิงปี 1 คนเดียว
>เขาใช้วิธีบังคับทารุณ ให้ผู้หญิงคนนั้น วิ่งไปวิ่งมา หรือนั่งลงแล้วยืนขึ้น
>ทั้งหมดกระทำไป
>เพื่อทำลายความเป็นปัจเจกความคิดสร้างสรรค์ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
>ของนิสิตคนนั้น
>เพราะการบังคับ ให้คนทำสิ่งที่ไร้สาระเพื่อ *'พิสูจน์'* ความจงรักภักดี
>
>มันแย่ยิ่งกว่าการบังคับทาส หรือนักโทษให้ขุดคลอง ยิ่งกว่านั้น
>ขณะที่พวกรุ่นพี่กำลังบังคับให้นิสิตปี 1
>วิ่งไปวิ่งมาอย่างไร้สาระ ก็มีการตะโกนด่า อย่างที่คุณพ่อคุณแม่
>หรือครูของนิสิตคนนั้น
>คงไม่มีวันกระทำ เพราะมันเป็นพฤติกรรมแท้ของคน ที่ไม่มีอารยธรรม และนอกจากนี้
>ทั้งหมดนี้
>กระทำต่อหน้ากลุ่มนิสิตปี 1 เพื่อเป็น *'ตัวอย่าง'* ให้เขาเห็น
>
>สรุปแล้วมันเป็นภาพของการทำลายศักดิ์ศรีซึ่งกัน และกันระหว่างนิสิตรุ่นพี่
>และรุ่นน้อง ทั้งผู้กระทำ
>และผู้ถูกกระทำกลายเป็นสัตว์ป่า เพราะผู้กระทำหลงเชื่อว่า
>ตนเองมีสิทธิที่จะกระทำแบบนั้นกับผู้อื่น
>
>การตะโกนแบบหยาบๆ เพื่อบังคับให้คนภายใต้อำนาจเราทำสิ่งที่ไร้สาระ
>เรียนรู้โดยตรงจากการฝึกกองทหารในระบบทุนนิยม
>ถ้าดูภาพยนตร์เรื่องชีวิตการฝึกทหารก็จะเห็นวิธีการแบบนี้ เป้าหมายหลักคือ
>การฝึกให้พลทหารทำตามคำสั่งโดยไม่คิด และไม่เถียง
>เพราะพวกนายพลมองว่าเป็นการสร้าง
>*'ประสิทธิภาพในการรบ'*
>ขอเน้นอีกครั้งหนึ่งว่าวิธีการนี้ใช้เพื่อสร้างประเพณีบรรยากาศการทำตามคำสั่งโด
>ยไม่คิดเอง
>
>ดังนั้นนี่คือสิ่งที่นักศึกษาใน *'มหาวิทยาลัยชั้นนำ'*
>ของไทยกำลังถ่ายทอดจากรุ่นพี่ไปสู่รุ่นน้อง
>ดังนั้นอย่าหวังอะไรมากจากเด็ก SOTUS ที่จบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
>เพราะถ้าตอนสอบเข้าเขาคิดเองเป็น
>พอผ่านการฝึกฝนในห้องเชียร์ในปีแรกก็คงไม่มีมันสมองเหลือเพื่อการวิเคราะห์โลกอี
>ก
>
>สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องของระบบทหารคือ
>ในสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี
>หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 หรือในสงครามระหว่างเวียดนามกับสหรัฐในทศวรรษที่
>60 และ 70
>ฝ่ายที่ชนะไม่ได้ชนะเพราะมีการฝึกทหารให้เป็นหุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่ง
>แต่ชนะเพราะทหารฝรั่งเศสหรือทหารเวียดนามเข้าใจด้วยมันสมองของตนเองว่า
>เขาออกรบเสี่ยงตายเพื่ออะไร
>
>พูดง่ายๆ ไม่ต้องมีใครมาสั่งให้เขารบอย่างกล้าหาญหรอก
>เขารบอย่างกล้าหาญเพราะเขาเห็นด้วยกับอุดมการณ์ที่เขากำลังปกป้อง Henry
>Kissinger
>เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเขาสารภาพว่า
>"เราแพ้สงครามเวียดนามเนื่องจากเราใช้การทหารในการรบในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามใช้การเ
>มือง"
>
>กลับมาสู่มหาวิทยาลัยของผมที่หวัง *'เป็นเลิศทางวิชาการ'* ....
>ถ้าเราถามนิสิตรุ่นพี่หรือนิสิตเก่าว่า กิจกรรมในห้องเชียร์ทำไปทำไม
>เขาจะตอบว่ามันเป็นกิจกรรมร่วมภายใต้ระบบ SOTUS
>ที่สร้างความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในคณะ
>เขาจะอธิบายต่อว่าการผ่านความยากลำบาก
>การถูกบังคับอย่างทารุณโดยรุ่นพี่) ช่วยให้ทุกคนรู้จักกันดีขึ้น และสามัคคีกัน
>
>ดังนั้นผมขอเสนอว่าจริงๆ แล้วถ้านิสิตจะฝ่าความยากลำบากพร้อมๆ
>กันก็ควรอาสาสมัครหมู่ไปขุดโคลนออกจากท่อระบายน้ำตามถนนอย่างที่นักโทษเขาทำกัน
>หรืออาสาสมัครไปเก็บขยะตามสลัมแถวๆ คลองเตย หรือทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะ ฯลฯ
>จะมีประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า
>
>แต่ผมเชื่อว่านิสิตพวกที่หลงใหลในระบบ SOTUS คงไม่มีวันทำ เพราะลึกๆ
>แล้วระบบนี้เป็นระบบที่ปกป้องโครงสร้างอำนาจระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง "สิงห์ดำ
>แดง เหลือง ม่วง
>ลาย ฯลฯ" หลังจากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้วออกไปทำงาน พูดง่ายๆ SOTUS
>มันไม่แค่ทำลายความคิดของนิสิตขณะที่ศึกษา
>แต่มันปกป้องระบบอำนาจนิยมในหมู่ชนชั้นนำในสังคมไทยด้วย
>
>สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า SOTUS คืออะไร ขออธิบายว่าเป็นตัวย่อจากภาษาอังกฤษ 5
>คำดังนี้
>
>*S* มาจากคำว่า *Stupid* หรือ *'โง่'* ระบบห้องเชียร์ช่วยให้นิสิตโง่มากขึ้น
>เพราะทำลายเซลล์ในสมอง และความสามารถในการคิดเองเป็น แถมกิจกรรมต่างๆ
>ที่ทำในห้องเชียร์ถูกกำหนดว่าต้องเป็นเรื่องโง่ๆ ด้วย
>ห้ามเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
>ต้องวิ่งไปวิ่งมา ขังรุ่นน้องในห้องโดยปิดประตูหน้าต่าง และไม่เปิดแอร์
>ทำถูกก็โดนด่า
>ทำผิดก็โดนด่า ไม่ทำก็ด่า ทำก็ด่า ทำไปทำมาทั้งรุ่นน้อง
>และรุ่นพี่โง่กันอย่างสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
>
>ทำกิจกรรมเสร็จแล้วออกมาจากห้องก็ต้องไหว้รุ่นพี่อีก ถ้ารุ่นพี่สั่งให้ไหว้หมา
>*'เพื่อความสามัคคี'*
>ก็คงต้องไหว้มั้ง? แถมเรียนจบก็นำความโง่ไปใช้ในสังคมภายนอก
>หมอบคลานกราบไหว้สิ่งที่ไม่ควรกราบ ไม่ต้องใช้สมองคิด สังคมจะได้โง่
>
>สรุปแล้วโคตรโง่เลย !
>
>*O* มาจากคำว่า *Out-Dated* ซึ่งแปลว่า *'ล้าสมัย'*
>ความล้าสมัยของระบบห้องเชียร์ และ
>SOTUS ดูได้จากการที่มีการยกเลิกระบบนี้เองโดยนักศึกษาไทยในยุค 14 ตุลาคม 2516
>ซึ่งเป็นยุคตื่นตัวทางสังคมของนักศึกษา
>ในยุคนั้นเริ่มมีขบวนการนักศึกษาที่ปฏิเสธความโง่
>และความป่าเถื่อนของระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง ประเพณีต่างๆ ที่พวกพี่ๆ โง่
>นำมาใช้ในสมัยเผด็จการทหารก็เลยกลายเป็นเรื่องตลก และถูกยกเลิกไป
>
>แต่ปรากฏว่าตอนนี้เกือบ 30 ปีผ่านไป สังคมนักศึกษาก็ยังจมอยู่ในความโง่ของอดีต
>สาเหตุก็ไม่ใช่เพราะนักศึกษาโง่หรอก แต่เพราะชนชั้นปกครองไทยอยากให้โง่ต่างหาก
>ดังนั้นเมื่อนักศึกษาเริ่มคิดเองเป็น และเริ่มเคลื่อนไหวทางสังคมหลังสมัย 14
>ตุลา
>ชนชั้นปกครองกลัวว่าจะปกป้องอภิสิทธิ์ไม่ได้
>จึงมีคำสั่งร่วมลงมาให้สังหารหมู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม
>2519
>และมีคำสั่งตามมาให้เผาหนังสือที่อาจปลดแอกพวกเราจากความโง่ตามห้องสมุดต่างๆ
>ด้วย
>
>ในยุคโลกาภิวัตน์ ใครๆ เขาพูดกันว่าพลเมืองต้องมีส่วนร่วมในการปกครอง
>ต้องร่วมตรวจสอบผู้แทน
>ต้องมีประชาธิปไตย ต้องคิดเองเป็น
>และมีการเสนอมานานว่าควรปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนานักศึกษา
>แต่ในหมู่นิสิตรุ่นต่างๆ ที่บ้าคลั่ง SOTUS
>การเปลี่ยนแปลงในโลกภายนอกคงไม่มีความหมาย
>น่าสงสารไม่มีสมองก็คิดเองไม่เป็น แล้วคงไม่รู้จักเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ
>
>*T* ย่อจาก *Tyranny* ซึ่งแปลว่า *'การใช้เผด็จการกดขี่ผู้อื่น'* ระบบ SOTUS
>ใช้วิธีการไร้สาระของการกดขี่เพื่อความไร้สาระ
>และเป็นระบบที่นำมาหนุนความคิดแบบอำนาจนิยมกราบไหว้ในสังคมภายนอก
>แต่เราไม่ควรลืมประวัติศาสตร์ของเราเอง ในปี 2475, 2516 และ 2535
>มวลชนชาวไทยรวมตัวกันล้มระบบเผด็จการ และชนะ
>
>ดังนั้นถ้านิสิตนักศึกษารุ่นใหม่ต้องการล้มเผด็จการของห้องเชียร์ และรุ่นพี่
>ก็คงต้องเรียนบทเรียนจากอดีต คนหนุ่มสาวไทยสามารถล้มเผด็จการได้
>และเคยยกเลิกระบบรุ่นพี่รุ่นน้องในจุฬาฯ ด้วย แต่ทำคนเดียวไม่ได้
>ต้องรวมตัวกันปฏิเสธความโง่
>แล้วพวกรุ่นพี่ที่ดูเหมือนจะมีอำนาจล้นฟ้าก็จะกลายเป็นมนุษย์น้อยที่น่าสงสารเท่
>านั้นเอง
>ดีไม่ดีเขาอาจไหว้เราเป็นการขอบคุณก็ได้เพราะเราสามารถปลดแอกความโง่จากเขาได้
>
>สิ่งที่สำคัญคือ นิสิตต้องทำเอง
>ไม่ใช่ไปหวังว่าคนอื่นอย่างผมหรือใครที่ไหนจะทำให้
>อย่าลืมว่าคนสามารถเอาแอกออกจากควายได้ แต่เนื่องจากควายเอาแอกออกเองไม่ได้
>ควายจำต้องเป็นทาสของมนุษย์ตลอดกาล
>
>*U* มาจาก *Uncivilised* ซึ่งแปลว่า *'ป่าเถื่อน'* ไม่มีอารยธรรม
>การใช้อำนาจระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง การทำกิจกรรมไร้สาระ การตะโกนในทำนองว่า
>"คณะกูดีกว่าคณะ" การทำลายความเป็นปัจเจกมนุษย์
>และการทำลายมันสมองที่จะคิดเอง
>ล้วนแต่เป็นความป่าเถื่อนไร้อารยธรรม
>แม้แต่สัตว์ในป่ายังมีอารยธรรมมากกว่าพวกบ้า SOTUS
>เพราะสัตว์มันคิดเองไม่เป็นตามธรรมชาติเรายกโทษให้มันได้
>แถมมันไม่มีวันจงใจโง่หรือแกล้งคนอื่นเหมือนพวกนิสิต SOTUS
>
>รู้ไหมว่าระบบ SOTUS นี้คนไทยเอามาจากไหน?
>ลองคิดดูว่าที่ไหนไร้อารยธรรมที่สุดในโลก
>คนกลุ่มไหนกำลังทำตัวเป็นอันธพาลระดับโลกาภิวัตน์จนเกิดการเกลียดชังกันทั่วทุกแ
>ห่ง
>คนกลุ่มไหนพร้อมจะกอบโกยขณะที่คนยากจนอดอยาก คนกลุ่มไหนฆ่าเด็กในนามของเสรีภาพ
>....
>
>ใช่ครับ ระบบ SOTUS มาจากส่วนบนของสังคมสหรัฐอเมริกาที่ล้าหลัง
>และไร้อารยธรรมที่สุด พวก
>*'รักชาติไทย'* ทั้งหลายว่าอย่างไรครับ?
>จะเดินตามก้นสหรัฐเหมือนคนกวาดมูลต่อไปไหม?
>
>*S* ตัวสุดท้ายมาจากคำว่า *Stop It* - *'เลิกเถิดเรื่องโง่ๆ ไร้สาระ'*
>เลิกเถิดเรื่องการกดขี่กันเองในหมู่นักศึกษา เลิกตะโกนบ้าๆ
>เพื่อเชียร์สิ่งที่ไม่น่าเชียร์ เลิกภูมิใจ
>และเคารพกราบไหว้ในสิ่งน่าเบื่อย่ำแย่ เลิกกลัวที่จะขัดคำสั่งรุ่นพี่
>รุ่นพี่เลิกกลัวที่จะไม่ทำตามประเพณีโง่ๆ ต่อไป....
>
>แล้วถ้าเลิกไปนิสิตจะใช้เวลาทำอะไร? จัดการแสดงดนตรี จัดละคร ไปดูหนัง
>อ่านหนังสือ
>อ่านหนังสือพิมพ์ และวารสาร สนใจปัญหาสังคม สนใจปัญหาการเมือง
>สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
>คุยกับเพื่อน คุยกับคนในครอบครัว จู๋จี๋กับแฟน ไปกินข้าวอร่อยๆ ออกกำลังกาย
>ไปเที่ยว
>เขียนจดหมายมาวิจารณ์คนอย่างผมก็ได้ (มีอี-เมล์ข้างบน)...
>
>*ระบบห้องเชียร์ และ SOTUS มันน่าจะเป็นฝันร้ายจากอดีตที่ไม่เป็นจริง
>แต่ทุกวันนี้
>ในหมู่คนหนุ่มสาวที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่มชั้นนำ (Cream of Thai Society)
>มันเป็นความจริง
>และแย่ยิ่งกว่าฝันร้ายอีก*

ตามรอย SOTUS อดีต --> ปัจจุบัน

สรุปประเด็นจากการสัมภาษณ์ ศ.ดร.ระพี สาคริก อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น KU 2
ผู้ได้สัมผัสมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่ พ.ศ.2482

ผู้สัมภาษณ์ อ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา
==========================================================
####ฝากให้คิดก่อนสัมภาษณ์####

การศึกษา-วัฒนธรรมของไทย มักตามรอยต่างชาติ
ให้นึกถึงรถแข่งในสนามแข่ง แม้จะดูว่าแข่งขันกัน แต่ถนนมีกรอบ รถทุกคันมีอิสระที่จะวิ่งไป
ไม่ได้บังคับให้วิ่งตามกันตลอด
ถ้าวิ่งตามกันในถนนปกติ คันหน้าเห็นเหวแล้วหลบ คันหลังหลบไม่ทันก็ลงเหว
สรุปแล้ว อะไรก็ตามถ้าเราตามเขา เราเปลี่ยนแปลงยาก
สิ่งที่เราตามอเมริกา หรือ ยุโรป ตอนนี้เขาเห็นเหว เขาหลบแล้ว แต่เรายังไม่เห็น

##### เรื่องความรักเกษตร-รักพวกพ้อง ####
3-4 ปีก่อน มีสื่อเคยสัมภาษณ์ท่านที่หน้าอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ ถามว่า
“อาจารย์รักเกษตรไหม” ท่านเข้าใจวัตถุประสงค์ที่ถามและตอบไปว่า
“รักสิ เพราะเกษตรเป็นของแผ่นดิน แต่ผมไม่ใช่พวกเกษตรนะ” นี่พูดให้คิด
ปัญหาใหญ่ของคนไทยคือ ความเป็นพวกสูงมาก ไม่ใช่เฉพาะที่เกษตรแต่มีทุกที่
เราจึงบูรณาการไม่สำเร็จ เพราะใจไม่บูรณาการ

1 - #### ที่มาของ SOTUS #####

ย้อนไปสมัยก่อนก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รัฐบาลไทยในสมัยนั้น ยกย่องอเมริกามาก
พออเมริกาได้ฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้น แล้วตั้งมหาวิทยาลัยทางการเกษตรที่ Lospanos
เมื่อเข้ามาแล้วก็ปรับอะไรบางอย่าง แทรกวัฒนธรรม เข้าไป
แม้อเมริกาไม่รู้จักปลูกอ้อย แต่เมื่อมาเขตร้อน ก็ผลิตตำราด้านพืชเขตร้อนออกมามากมาย
ประเทศเราก็อยู่ในเขตร้อน จึงส่งนักเรียนทุนไปเรียนที่นั่น
ต้นกำเนิดของการรับน้องใหม่ของเรา จึงรับมาจากฟิลิปปินส์ ซึ่งรับมาจากอเมริกาอีกทอดหนึ่ง
แนวความคิดของการรับน้องเหล่านี้ มากับระบบการศึกษา
ของจุฬาฯก็คงมีเหมือนกัน ท่านอาจารย์อาวุโสของจุฬาคงให้รายละเอียดได้
แต่ของจุฬาจะไม่มีความรุนแรง
ส่วน SOTUS ของเกษตร มากับระบบการศึกษาแบบอเมริกัน


- 2 - #### เมื่อเกษตรนำ SOTUS มาใช้ ####
ครั้งแรกที่รับมา ไม่รุนแรงเท่าในปัจจุบัน
สมัยนั้น นิสิตต้องเรียนเตรียมเกษตรที่แม่โจ้ เป็นเวลา 2 ปี
คุณพระช่วงฯ ท่านมีแนวคิดว่า เกษตรต้องสู้ ต้องอดทน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลน
ไฟฟ้า น้ำประปา ไม่มี อาหารก็แทบไม่มีกิน
เนื่องจากได้ยินกิจสรรพเรื่องความขาดแคลน น้องใหม่ก็ซื้อของตุนไว้ทุกอย่างเพราะกลัวอด
เมื่อไปถึงรุ่นพี่ก็จะมารับรุ่นน้องที่สถานีรถไฟ
ครั้งแรกที่พบกันรุ่นพี่จะช่วยเหลือบริการทุกอย่าง(เพื่อให้น้องแสดงธาตุแท้ออกมา)
ในระหว่างนั้นก็จะคอยสังเกต ว่าใครเบ่ง หมายหัวไว้ แต่ยังไม่ทำอะไร

เมื่อไปถึงที่พัก ก็จะให้น้องจัดของเข้าห้องพัก
แล้วอุปโลกย์หมอประจำท้องถิ่นขึ้นมาคนหนึ่ง เรียกประชุมเพื่อชี้แจงการดูแลสุขภาพตนเอง
ระหว่างนั้น รุ่นพี่คนอื่นก็จะเข้าไปขนอาหาร ขนมต่างๆ ไปซ่อน
น้องประชุมเสร็จแล้ว กลับมาก็ไม่เจออาหาร แต่สมบัติอย่างอื่น รุ่นพี่จะไม่แตะ ขนไปแต่อาหารเท่านั้น
(นับเป็นครั้งแรกของการรับน้อง)

หลังจากนั้นในเดือนแรก ก็จะปล่อยให้เป็นอิสระ ไม่มีการว๊าก
รุ่นพี่ยอมน้องทุกอย่าง ดูแลเป็นอย่างดี (ให้แสดงธาตุแท้ให้เต็มที่)
แต่ก็ยังสังเกตว่าใครที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะ เช่นมีเงินติดตัวเยอะแล้วมาอวดเบ่ง หรือใช้พี่เหมือนใช้ทาส

3 - ####คืนปล้นหอ####

รุ่นพี่ก็จะหายไปหมด ประมาณตีสามตีสี่ ยิงปืนนัดหนึ่ง
รุ่นพี่ทาหน้าดำหมด ทำเหมือนโจรปล้นหอ ส่งเสียงดัง
ต้อนน้องไปยังสนามฟุตบอล โดยบอกว่าจะพาไปไหว้ขอพรจากอาจารย์
ให้แต่งตัวให้ดี แล้วต้อนน้องไป
สองข้างทางก็จะมีรุ่นพี่คุมอยู่ตลอด ทำสีหน้าเคร่งเครียด ข่มขู่ (รูปแบบการว้าก ใช้เสียงดัง มาจากช่วงนี้)
ในที่สุดก็ไปลงสระน้ำ ทำการชำระความ อ่านธรรมนูญแม่โจ้ (ข้อตกลงในการอยู่ในสังคมนั้น)
รุ่นน้องที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็ให้โดดน้ำบนไม้กระโดด
รุ่นพี่ที่ทำอะไรไม่เหมาะก็โดนด้วยเช่นกัน
โทษหนักที่สุดก็คือตรึงไม้กางเขน จุดคบไฟ แห่รอบ แล้วเอาไปบูชายัญ
คือเอาไปปักไว้กลางสนามฟุตบอล แล้วก็มีการประจานกันเล็กน้อย
(รับน้องจริงๆมีเท่านี้ เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น หลังจากนั้นก็เรียนหนังสือตามปกติ)

-4- ####SOTUS จากแม่โจ้ มาเกษตร####

สมัยนั้นแม่โจ้เป็นโรงเรียมเตรียมของมหาวิทยาลัยเกษตร
เมื่อจบจากแม่โจ้ ก็ถือว่าผ่านการรับน้องแล้ว มาอยู่เกษตรจึงไม่มีการรับน้องอีก
จนกระทั่งกระทรวงศึกษาแยกการบริหาร ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
SOTUS จึงถ่ายทอดมาที่ยังเกษตร

- 5 - #### ว้าก กับ การร้องเพลงเชียร์ ####
จุดประสงค์หนึ่งก็คืออยากให้น้องร้องเพลงมหาวิทยาลัยได้
แต่ปัจจุบันมีการอ้างว่า เพลงของคณะ ของมหาวิทยาลัยมีมากขึ้น
จึงต้องใช้ระยะเวลายาวนานเป็นเดือน

จริงๆ แล้วเป็นคนละเรื่อง แต่นำมาปะปนกัน
ทั้งการลงโทษ ระเบียบเชียร์
ในอดีตมีการลงโทษ มหาวิทยาลัยเคยถูกฟ้อง
เพราะนิสิตบาดเจ็บ และพ่อของนิสิตเป็นทนายความ
(เหมือนสถานการณ์ในตอนนี้)

6 - #### เรื่องสื่อมวลชน ####
ช่วงสามสิบปีก่อน หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งได้ลงข่าววิจารณ์มหาวิทยาลัย
นิสิตไปเป่าแตรงอน วางพวงหรีดหน้าสำนักพิมพ์ กลายเป็นข่าวใหญ่
ภายหลังมีคนทำตามกันเยอะ (นี่อาจเป็นสาเหตุให้สื่อต่างๆจับจ้องเกษตรมากกว่าสถาบันอื่น)

7- #### คำถาม วัตถุประสงค์ของการรับน้องคืออะไร ####
ส่วนใหญ่จะตอบว่าให้รักกัน
สิ่งที่ต้องคำนึงคือ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ คนเราจะรักกันก็ด้วยความศรัทธา
ผู้ใหญ่ต้องปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดี
การกระทำเช่นรับน้องนี้ เปรียบเหมือน “ตบหัวแล้วลูบหลัง”
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน
ระยะหลังๆมีตัวอย่างจากในที่ทำงาน
จบเกษตร กินข้าวหม้อเดียวกัน ไปทำงานแล้วปัดแข้งปัดขา แย่งตำแหน่งกัน
สมาคมนิสิตเก่าฯ กี่ยุคกี่สมัย ก็แตกเป็นพวกเป็นเหล่า
แม้แต่อาจารย์ที่แม่โจ้สมัยนั้นเองก็ยังต้องแบ่งแยกชนชั้น
ต้องจบจากที่นั่นที่นี่ถึงจะเรียกเป็นอาจารย์ได้ ไม่เช่นนั้นเรียกว่าครู

ทุกอย่างไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ 100%
ในระยะหลังๆ รับน้องกลายเป็นเรื่องการเอาคืน ไม่เข้าใจกัน
ทุกอย่างเกิดจากกิเลสของคน ขาดธรรมะ ขาดสติ
ตอนนี้กลายเป็นเหมือนสิ่งเสพติด
จึงต้องมาพิจารณาศีลธรรมของตัวเอง
ต้องให้ผู้อื่นมอง
อย่าหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า
ต้องมองถึงอดีตว่ามาอย่างไร
ศรัทธาตัวเดียวแก้ได้ทุกอย่าง
ศรัทธาคือความสุข ขณะจิตว่าง ไม่ใช่ความงมงาย
เกิดขึ้นเอง ไม่ได้เกิดจากความอยาก

ว้าก ก่อให้เกิดความยำเกรง
แต่ยำเกรง ไม่ได้ก่อให้เกิดศรัทธา


สุดท้ายเป็นประเด็นฝากถึงแต่ละฝ่ายครับ

###ผู้บริหาร###
เมื่อเด็กมีปัญหา
ถ้าผู้ใหญ่ลงมาดูแล ลงมาคลุกคลีเอง เด็กจะเกิดความยำเกรง เป็นการแก้ทางจิตใจ
ไม่ใช่แก้ด้วยอำนาจ นั่งสั่งห้ามลงมา นี่เป็นสัจธรรมของการบริหาร

###อาจารย์###
อ้างถึงหนังสือ “อนิจจาการศึกษาไทย” โดย ศ.ดร.ระพี
เรื่องคำสั่งจากทบวงฯ เรื่องให้สอดแทรกศีลธรรมในการสอน
อาจารย์บางส่วนไม่เข้าใจ ก็ต่อต้าน บอกว่าแค่เนื้อหาวิชาปกติก็สอนไม่ทันแล้ว
ทั้งๆที่จริงแล้ว อยู่ที่การปฏิบัติตัวให้คนอื่นเห็น ไม่จำเป็นต้องอ้างภาษาบาลี
อาจารย์ต้องมีศีลธรรมเช่นกัน

###นิสิต###
สมัยนี้เรายึดติดกับวัตถุ ต้องใช้ Transcript มาล่อ
เป็นการบังคับ ไม่ได้มาจากใจ
(อ.ปัญญา) มหาวิทยาลัยบังคับให้นิสิตทำกิจกรรม แต่มีเสรีในการเลือกทำกิจกรรม
ถ้านิสิตมีความคิดใหม่ๆ อยากเริ่มทำกิจกรรมใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม
กิจกรรมนิสิตเป็นหน้าที่ของอาจารย์ทุกท่าน ไม่ใช่เฉพาะอาจารย์ที่เป็นฝ่ายกิจการนิสิตเท่านั้น




บทสัมภาษณ์ "ใจ อึ๊งภากรณ์" ที่มีต่อระบบ SOTUS

สืบเนื่องจากสารคดี โซตัส ระบบที่ต้องการคำอธิบาย ใน ผู้จัดการปริทรรศน์ มีการระบุส่วนหนึ่งของคำกล่าวจากอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่วิเคราะห์และกล่าวถึงข้อเสียของระบบนี้ ทางเราเห็นว่าการวิเคราะห์ของอาจารย์ในส่วนดังกล่าวนั้นอาจจะยังไม่กระจ่าง และสามารถตอบคำถามมากพอกับคนที่ยังสงสัยในการหาทางออกของเรื่อง SOTUS ในแง่ของกลุ่มผู้ที่คัดค้าน อีกทั้งเนื้อความที่นำเสนอไปก่อนนั้นเป็นแต่เพียงการตัดตอนไปบางส่วน จึงขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มไว้ ณ ที่นี่

อาจารย์คิดว่าสถานการณ์เรื่องการใช้ระบบโซตัสปัจจุบันเป็นอย่างไร?

หลัง ยุค 14 ตุลาคม ซึ่งนักศึกษาหัวก้าวหน้า แต่ตอนหลังมันเปลี่ยน มีการนำระบบโซตัสเข้ามา มีการนำระบบแกล้งน้อง รับน้องใหม่ ที่จุฬาฯ นี่หนัก หลายๆ สถาบันก็หนัก

หลายคนบอกว่าระบบนี้จำเป็น?

มัน เป็นระบบสร้างเผด็จการ เป็นกบฏแบบเผด็จการในสังคม เป็นการกล่อมเกลานักศึกษาไม่ให้คิดเองเป็น เป็นระบบที่ใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อที่จะกล่อมเกลาให้คน เชื่อฟัง เป็นการผลิตซ้ำระบบความรุนแรงในสังคม นี่เป็นสิ่งสะท้อนการกลับมาของพวกแนวปฏิกิริยาอนุรักษ์นิยมหลัง 6 ตุลาคม 2519

มองได้หรือไม่ว่านี่คือระบบการเปลี่ยนผ่านเพื่อเข้าสู่สังคมมหาวิทยาลัย?

นี่ เป็นการเมืองล้วนๆ ประเทศที่ขบวนการนักศึกษาของเขาสามารถคิดได้เองเขาไม่ได้ทำงี่เง่าแบบนี้ อังกฤษก็มี ยุโรปก็ไม่มี นักศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่แต่งเครื่องแบบ เวลาเขามาดูเมืองไทยเขาบอกว่าเหมือนเด็ก เขาไม่เห็นกระบวนการ SOTUS ถ้าเขาเห็นเขาจะมองว่าเหมือนกับระบบทาส

เราพอจะมีข้อมูลแค่ว่าโซตัสมาจากอเมริกา และฟิลิปปินส์?

มัน มาจากสหรัฐ เป็นการกล่อมเกลานักศึกษาในสหรัฐ ซึ่งมาจากประเพณีในสถาบันที่ล้าหลัง เน้นการเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา เป็นเรื่องของทหาร บางส่วนก็มาจากสถาบันการฝึกทหารในยุโรปและอังกฤษ

ฟิลิปปินส์ ได้รับอิทธิพลของสหรัฐ และไทยก็เอามาหลายส่วน ซึ่งที่สำคัญก็คงจะมีสองประเทศนี้ แต่นั่นเป็นประเด็นรอง หลักๆ คือมีการจงใจผลิตซ้ำเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ มันไม่ใช่แค่การกระทำของนักศึกษาเท่านั้น อาจารย์เองก็มีส่วนในการบังคับนักศึกษา ที่จุฬาฯ อาจารย์ผู้ควบคุมหอพักบังคับนักศึกษาซึ่งมาจากต่างจังหวัดและส่วนใหญ่มีฐานะ ยากจนด้วยซ้ำต้องเข้าร่วมกับกิจกรรมแบบนี้ โดยมีทั้งที่คณะและหอพัก ถ้าไม่เข้าร่วมอาจารย์เหล่านั้นก็จะตัดคะแนนความประพฤติให้ต่ำ ความเป็นไปได้ที่จะได้ห้องพักในปีต่อไปก็ลดลง ซึ่งถ้าเป็นอาจารย์แล้วทำแบบนี้ก็สมควรที่จะถูกลงโทษ

เป็นขนาดนั้น?

จุฬาฯ เป็นแบบนี้ และฝ่ายบริหารก็ไม่คิดจะทำอะไรทั้งสิ้น มันเป็นระบบมาเฟียภายในมหาวิทยาลัย แบบนี้คือการบีบบังคับให้นักศึกษาทำกิจกรรมซึ่งไม่อยู่ในหลักสูตร ของมหาวิทยาลัย เป็นกิจกรรมของเผด็จการ เป็นกิจกรรมที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์ ทั้งที่ความจริงมหาวิทยาลัยน่าจะเป็นแหล่งเพาะความคิดแบบนี้ของนักศึกษาให้ คิดเป็น แต่อาจารย์กลุ่มนี้และนักศึกษารุ่นพี่พยายามที่จะสืบทอดความคิดว่าเราไม่ ต้องคิดเอง โดนด่าก็ต้องทำตาม และเวลาถูกท้าทายจะมีข้ออ้างเหลวไหลว่า ประเพณี บ้าง สามัคคี บ้าง ซึ่งตรงนี้จริงๆ เป็นคำโกหก

มีนักศึกษา หลายคนไม่พอใจ มันทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดกับความเป็นธรรมขั้นพื้นฐาน หลายคนกลัวอาจารย์ที่หอพัก กลัวรุ่นพี่ มีการสร้างความกลัวในประชาคมนักศึกษาว่าหากใครไม่เข้าก็จะเป็นคนภายนอก อันนี้เป็นการกดดันทางจิตใจ ไม่ถูกต้อง

ถามว่าทำเพื่ออะไร ทำเพื่อที่จะต้องรู้ว่าใครเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง คือต้องไหว้กันแบบไร้สาระ ที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ รุ่นน้องจะไหว้รุ่นพี่ มันต่างกันแค่หนึ่งปีก็ไหว้กันแล้ว แสดงว่าการไหว้ไม่ได้อยู่ที่การพิจารณาว่าใครน่าเคารพหรือไม่เคารพ กลายเป็นการบังคับ เป็นเรื่องที่แย่มากๆ เราต้องถามสาเหตุที่คุณภาพการศึกษาต่ำ แล้วจุฬาฯเองก็ไม่ได้มีมาตรฐานดีเท่าใดในระดับโลก เพราะส่วนหนึ่งมาจากความคิดแบบนี้

เราต้องถามกับผู้บริหารจุฬาฯ ผู้บริหารสถาบันต่างๆ ก่อน อย่างที่ราชภัฏบางแห่งอาจารย์จะบังคับให้เด็กเข้าร่วมห้องเชียร์ ถ้าไม่เข้าก็ไม่จบ สถาบันการศึกษาของไทยหลายแห่งเอาตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร

นี่คือซากเดนของเผด็จการในสังคมภายนอกและมันก็ยังเพาะเชื้ออยู่ในสังคมมหาวิทยาลัย

มีคนบอกว่าระบบนี้ส่งผลทำให้ความคิดเป็นเผด็จการในอนาคต?

มันส่งผลตลอดครับระบบนี้ไม่ใช่แค่อนาคต

ตอน นี้นักศึกษาจะสู้เรื่องนี้ในลักษณะปัจเจกได้ยาก ตอนนี้เรามีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาคือ พรรคแนวร่วมประชาชน แกนนำสำคัญก็เป็นนักศึกษาด้วย กิจกรรมสำคัญอันหนึ่งของปีการศึกษานึ้คือการรณรงค์คัดค้านระบบ Sotus ในสถาบันหลายแห่ง จะพยายามชวนนักศึกษาที่ไม่พอใจมารวมตัวกันแบบข้ามสถาบันในลักษณะที่เกิดขึ้น คล้ายช่วง 14 ตุลาคม 2516 ตอนที่นักศึกษาตื่นตัวแล้วมีความเข้าใจในปัญหาของสังคม

ที่อาจารย์รณรงค์เรื่องนี้มานาน มีผลสะท้อนกลับสู่ตนเองอย่างไร?

มี คนแสดงความไม่พอใจและใช้คำหยาบคาย เราต้องถามว่าเขาปกป้องอะไรอยู่ ตอนรับน้องหากเข้าไปตามที่ต่างๆ เราจะเห็นนายพลน้ำนมทั้งหลายที่ไม่ทราบว่าตัวเองมีปมด้อยหรืออะไรกันแน่ แต่รู้สึกว่าจะได้อะไรจากการเป็นผุ้บังคับบัญชาคนอื่นในเรื่องไร้สาระ ไม่มีผลงานอะไรเลย ไม่ได้ทำอะไรสร้างสรรค์ แค่การตะโกนด่าคน ทำลายศักดิ์ศรีของคน พวกที่ไม่พอใจการวิจารณ์แสดงว่ามันฝังลึกและผูกพันผลประโยชน์ของคนมีปมด้อย เหล่านี้

มีบทความที่น่าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เขียนขึ้นที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาเปรียบเทียบสิ่งที่ทำในห้องเชียร์กับสิ่งที่ทหารอเมริกันทำในอิรัก การทรมาน การจับคนมาแก้ผ้าถ่ายรูป มันชัดเลยว่าเกี่ยวข้องกับการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันเป็นสิ่งซึ่งนำไปสู่สุดขั้วคือกรณีการทรมานนักโทษ การลงโทษคนในชั้นศาล มันอาจช่วยให้เกิดกรือเซะ ตากใบ หกตุลาคมอีก

ระบบนี้อย่างน้อยทำให้ ตัวเองรู้สึกไม่มีค่า ทำลายความเป็นพลเมือง มองเราแค่เพียงไพร่ มองแบบมีชนชั้น เราต้องไหว้รุ่นพี่ รุ่นพี่ก็ไหว้รุ่นก่อนต่อๆ กันไป ซึ่งมันกับประชาธิปไตยทั้งปวง

อาจารย์พอจะวิเคราะห์ได้หรือไม่ทำไมระบบนี้ถึงฝังลงในความคิดจากเด็กปีหนึ่งขึ้นปีสอง เวลาปีเดียวเขายึดมั่นระบบนี้เสียแล้ว?

มี จำนวนน้อยเท่านั้น ซึ่งกลายเป็นพวกที่ว้าก ที่เหลืออเขาไม่สนใจ คือเขาไม่มีส่วนร่วม คนที่ไปทำส่วนนี้เป็นส่วนน้อย และเป็นคนมีปมด้อย ซึ่งในวันต่อไปจะทุบตีลูกเมีย ไม่มีศักดิ์ศรีในโลกภายนอกก็ต้องหาศักดิ์ศรีจอมปลอมด้วยการทำร้ายคนอื่น แล้วอ้างว่าสร้างความสามัคคี

เวลาผมวิจารณ์การที่เขาจับนักศึกษาเข้า ไปรวมกันในห้อง ปิดแอร์ พัดลม จนคนเป็นลมซึ่งผิดมาตรฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ไม่ทำอะไรอีก บ่อยครั้งที่ฝ่ายกิจการนักศึกษาเป็นคนส่งเสริมด้วยซ้ำ ซึ่งควรจะมีการลงโทษอาจารย์เหล่านี้

วลีอมตะคือระบบนี้สร้าง ความสามัคคี ?

หาก ใครบอกว่าการทารุณแบบนี้สร้างความสามัคคี ผมเคยแนะนำว่าคุณจะสร้างความสามัคคีภายในใต้ความยากลำบากก็ลองไปทำงานแบบที่ เราเห็นนักโทษถูกบังคับให้ทำคือลงไปขุดโคลนออกจากท่อระบายน้ำ กวาดถนน ทำอะไรที่เป็นสาธารณะประโยชน์ซึ่งมันยากลำบาก ลองทำถ้าอยากสร้างความสามัคคีพร้อมกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่เขาไม่ทำเพราะจริงๆ ไม่เกี่ยวกับการสร้างความสามัคคีจริงๆ มันสร้างวินัยและการเคารพรุ่นพี่มากกว่า

บางคณะอ้างว่าเป็นวิชาชีพพิเศษ อย่างต้องเรียนไปทำงานในป่า?

ถ้า เป็นแบบนั้นจริงนี่คงเป็นสาเหตำให้ป่าไม้ไทยสูญหายไปหมดแล้ว เพราะมีการคอรัปชั่น การขายไม้ ทฤษฎีที่เขาเสนอมันงี่เง่า เขาเสนอว่ายามยากลำบากคนต้องไม่คิดเอง ต้องฟังคำสั่งอย่างเดียวคือเหตุผลทั้งหมด ถ้าเช่นนั้นต้องเอาวัวควายมาทำตรงนี้ ในโลกแห่งความเป็นจริงมันตรงกันข้าม ยามวิกฤตควรจะร่วมกันคิด ช่วยกันหาทางออก ไม่ใช่ใครคนหนึ่งสั่งทุกคนทำตาม เป็นข้ออ้างที่เหลวไหลมากที่สุด ในระบบที่มีการทำงานเป็นทีมและอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากต้องมีการร่วมแสดง ความเห็น แสดงแบบมีวินัยในตนเอง มีวุฒิภาวะ ไม่มีการถือว่าใครสูงกว่าใคร นี่คือการแก้ แต่ของเขาจะให้ไม่คิดอะไรเลย

ถ้ามาจากทหาร ช่วง พ.ค. 35 ทหารธรรมดาเขารู้ คนที่ถูกสั่งให้ยิงเป็นญาติพี่น้องเขา ลูกหลานเขา การที่ให้ทหารยิงประชาชนในเหตุการณ์ต่างๆคุณต้องเอาสมองออกจากหัวคนถึงสั่ง ได้ ถ้าเราศึกษาการต่อสู้ภายในศาสตร์ของทหารเองก็จะเห็น

มันยังมีกรณีที่ชัดมากซึ่งบอกว่าระบบจากบนลงล่างเช่นนี้ไร้ประสิทธิภาพ คือการ ต่อสู้ของกองทัพสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่เพิ่งก่อตั้งหลังปฏิวัติ กับกองทัพของพวกขุนนางเก่าในยุโรป ฝ่ายฝรั่งเศสทหารทุกคนรู้ว่าสู้เพื่ออะไร ขณะที่อีกฝ่ายโนบังคับมา ผลสุดท้ายฝรั่งเศสชนะ ไม่ต่างกับกรณีชัยชนะของกองทัพแดง หรือในเวียดนามที่ทหารสหรัฐถูกส่งไปรบ ขณะที่ทหารเวียดกงกลับรู้ว่าตนไปสู้เพื่ออะไร ก็ชนะ

เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ถึงกับเคยอธิบายว่าเราใช้ระบบทหารแบบกลไกมากจึงแพ้

สิ่ง ที่ต้องทำคือการจัดการขบวนการนักศึกษา และพรรคเรากำลังจะทำ ระบบนี้มันหยั่งรากลึก กลายเป็นไม่ตีลูกลูกไม่รักพ่อแม่ นี่คือความคิดเขา หลายกรณีนักศึกษาถูกกดดัน และความหมกมุ่นของอาจารย์กับรุ่นพี่คือการเบี่ยงเบนคุณภาพการศึกษา

การ จะสร้างมิตรภาพ ความรักระหว่างกันมันต้องไม่มีความโหดร้าย ถ้าโหดร้ายแสดงว่ามีการบีบบังคับของอำนาจ แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้การตัดสินใจอาสาสมัครจะหายไป มันไม่ใช่มิตรภาพที่แท้จริงหรอก

บางคนบอกถ้าไม่มีระบบนี้มันอยู่ไม่ได้?

ถ้า คิดว่าระบบนี้ไม่มีแล้วอยู่ไม่ได้แสดงว่าเขาคิดว่าเมืองไทยเป็นวัวและควาย ในต่างประเทศเขาไม่มีแบบนี้ ถ้ามองแบบนี้เขากำลังดูถูกคนไทย สังคมไทย ซึ่งผมจะไม่ทำ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีคนเชื่อเรื่องพวกนี้ไม่ได้มากขึ้น เกิดการตั้งคำถามพอสมควร เพียงแต่คนคัดค้านมันไม่ได้ประสานกัน

เคยมีการถกเถียงเรื่องนี้ในเว็บบอร์ดต่างๆ?

คน ที่มาโพสส่วนมากไม่กล้ารับผิดชอบกับแนวทางของเขา ไม่กล้าประกาศชื่อ ไม่กล้าเถียงบนเวที ผมท้าว่าถ้าเขาคิดว่าระบบของเขาดี ผมท้าว่าให้จัดโต้วาทีต่อหน้าน้องปีหนึ่งในห้องเชียร์ ระหว่างนักศึกษาของพรรคแนวร่วมประชาชนกับรุ่นพี่คนหนึ่ง เอาข้อดีข้อเสียของระบบมาคุยกัน ถ้าเขาคิดว่ามีเหตุผลพอ เขาต้องเปิดโอกาสให้ปี 1 ฟังความคิดที่ขัดแย้งกัน 2 แนว แล้วตัดสินใจเอง ผมเชื่อว่าไม่มีใครกล้าจัด เพราะเขาไม่สามารถ ไม่ได้มีการคิดเอง ใช้แต่อำนาจกดดันคน

ผมเชื่อว่าถ้าคุณรักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย คิดเป็น คุณย่อมไม่เห็นด้วยกับโซตัส...